1.gif (7438 bytes)
หน้าสารบัญ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า
สิบ สิบเอ็ด สิบสอง สิบสาม สิบสี่ สิบห้า สิบหก สิบเจ็ด สิบแปด


lo1.gif (2390 bytes)     พรรณนาอิริยาปถบรรพ

(ฑีฆนิกาย มหาวรรคฎีกา ฉบับฉัฏฐสังคายนา หน้า ๓๓ ข้อ ๓๗๕)

บาลี

   อิริยาปถวเสนาติ อิริยนํ อิริยา กิริยา อิธ ปน

กายิกปโยโค เวทิตพฺโพ ฯ อิริยานํ ปโถ

ปวตฺติมคฺโคติ อิริยาปโก, คมนาทิ วเสน ปวตฺตา

สรีราวตฺถา ฯ

 

 

 

     คจฺฉนฺโต วา หิ สตฺโต กาเยน กาตพฺพกิริยํ กโรติ ฐิโตวา นิสินฺโน วา นิปนฺโน วาติ, เตสํ

อิริยาปถานํ วเสน, อิริยปถวิภาเคนาติ อตฺโถ ฯ

 

 

    ปุน จปรนฺติ ปุน จ อปรํ, ยถาวุตฺต

อานาปานกมฺมฏฺฐานโต ภิยฺโยปิ อญฺญํ

กายานุปสฺสนากมฺมฏฺฐานํ กเถมิ, สุณาถาติ วา

อธิปฺปาโย ฯ

 

     “คจฺฉนฺโต วาติอาทิ” คมนาทิมตฺตชานนสฺส, คมนาทิคตวิเสสชานนสฺส จ สาธารณวจนํ, ตตฺถ คมนาทิมตฺตชานํ อิธ นาธิปฺเปตํ คมนาทิคตวิเสสชานนํ ปน อธิปฺเปตนฺติ ตํ วิภชิตฺวา ทสฺเสตุ ํ

ตตฺถ กามนฺติอาทิ วุตฺตํ ฯ

 

 

 

 

 

 

บาลี

 

 

    สตฺตูปลทฺธินฺติ สตฺโต อตฺถีติ อุปลทฺธึ

สตฺตคฺคาหํ, น ปชหติ น ปริจฺจชติ อหํ คจฺฉามิ, มม คมนนฺติ คาหสพฺภาวโต ฯ

 

    ตโต เอว อตฺตสญฺญํ “ อตฺถิ อตฺตา การโก เวทโกติ เอวํ ปวตฺตั วิปรีตสญฺญํ น อุคฺฆาเฏติ นาปเนติ อปฺปฏิปกฺขภาวโต, อนนุพฺรูหนโต วา ฯ

 

 

    เอวํ ภูตสฺส จสฺส กุโต กมฺมฏฺฐานา ทิภาโวติ อาห” กมฺมฏฺฐานํ วา สติปฏฺฐานภาวนา วา น โหตีติ ฯ

 

    อิมสฺส ปนาติอาทิ สุกกปกฺโข, ตสฺส

วุตฺตวิปฺปริยาเยน อตฺโถ เวทิตพฺโพ ฯ ตเมวหิ

อตฺถํ วิปริตํ  อิทญฺหีติ อาทิ วุตฺตํ ฯ

 

 

 

 

    ตตฺถ โก คจฺฉตีติ สาธนํ, อิริยญฺจ อวินิพฺภุตํ

กตฺวา คมนกิริยาย กตฺตุปุจฺฉา, กตฺตุภาววิสิฏฺฐอตฺตปฏิกฺเขปตฺถา ธมฺมมตฺตสฺเสว

คมนสิทฺธิทสฺสนโต ฯ

 

 

 

    

บาลี

     กสฺส คมนนฺติ ตเมว วตฺถํ ปริยายนฺตเรน วทติ สาธนํ, กิริยญฺจ วินิพฺภุตํ ปตฺวา คมนกิริยาย

อกตฺตุสมฺพนฺธี ภาววิภาวนโต ฯ ปฏิกฺเขปตฺถญฺหิ อนฺโตนีตํ กตฺวา อุภยตฺถ กึสทฺโท ปวตฺโต ฯ

 

 

 

 

    กึ การณาติ ปน ปฏิกฺขิตฺตกตฺตุกาย คมนกิริ-ยาย อวิปรีตการณปุจฺฉา อิทญฺหิ คมนํ นาม

อตฺตา มนสา สํยุชฺฌติ, มโน อินฺทฺริเยหิ,

อินฺทริยานิ อตฺเตหีติ เอวมาทิมิจฺฉาการณวินิ-

มุตฺตอนุรูปปจฺจยเหตุโก ธมฺมานํ

ปวตฺติอาการวิเสโส ฯ เตนาห ตตฺถาติ อาทิ ฯ

 

 

 

 

    น โกจิ สตฺโต วา ปุคฺคโล วา คจฺฉติ

สมฺมมตฺตสฺเสว คมนสิทฺธิโต ตพฺพิวินิมุตฺตสฺสจ

กสฺสจิ อภาวโต ฯ อิทานิ ธมฺมมตฺ ตสฺเสว

คมนสิทฺธึ ทสฺเสตุ ํ จิตฺตกิริยาวาโยธาตุวิปฺผา-

เรนาติอาทิ วุตฺตํ ฯ

 

 

 

     ตตฺถ จิตฺตกิริยา จ สา วาโยธาตุยา วิปฺผาโร วิปฺผนฺทนญฺจาติ จิตฺตกิริยาวาโยธาตุวิปฺผาโร, เตน ฯ เอตฺถ จ จิตฺตกิริยคฺคหเณน อนินฺทฺริยพทฺ-

ธวาโยธาตุวิปฺผารํ นิวตฺเตติ, วาโยธาตุวิปฺผาร

บาลี

คฺคหเณน เจตนาวิญฺญตฺติเภทํ จิตฺตกิริยํ นิวตฺเตติ, อุภเยน ปน กายวิญฺญตฺตึ  วิภาเวติ ฯ

 

 

 

 

 

 

    คจฺฉตีติ วตฺยา ยกา ปวตฺตมาเน กาเย

คจฺฉตีติ โวหาโร โหติ, ตํ ทสฺเสตุ ํ ตสฺมาติ

อาทิวุตฺตํ ฯ ตนฺติ คนฺตุกามตาวเสน ปวตฺตจิตฺตํ ฯ

 

     วายํ ชเนตีติ วาโยธาตุอธิกํ รูปกลาปํ

อุปปาเทติ, อธิกตา เจตฺถ สามตฺถิยโต, น ปมาณโต ฯ

 

    คมนจิตฺตสมุฏฺฐิตํ สหชาตรูปกายสฺส

กมฺภนสนฺธารณจลนานํ  ปจฺจยภูเตน อาการ

วิเสเสน ปวตฺตมานํ วาโยธาตุ ํ สนฺธายาห

วาโย วิญฺญตฺตึ  ชเนตีติ

 

 

    อธิปฺปาปสหภาวี หิ วิกาโร วิญฺญตฺติ,

ยถาวุตฺตอธิกภาเวเนว จ วาโยคหณํ,

วาโยธาตุยาเอว ชนกภาวโต, อญฺญถา

วิญฺญตฺติยา อุปาทายรูปภาโว ทุรุปฺปาโท สิยาฯ

 

 

 

บาลี

    ปุรโต  อภินีหาโร ปุรโตภาเคน กายศฺส ปวตฺตนํ, โย อภิกฺกโมติ วุจฺจติ ฯ

 

    “ เวเสว นโยธิ อติเทเสน สงฺเขปโต วตฺวา ตมตฺถํ วิวริตุ ํ” ตตฺราปิ  หีติอาทิ วุตฺตํ ฯ

 

 

    โกฏิโต ปฏฺฐายาติ เหฏฺฐิมโกฏิโต ปฏฺฐาย ปาทตรโต ปฏฺฐาย ฯ อุสฺสติภาโวติ

อุพฺพิทฺธภาโว ฯ

     เอวํ ปชานโตติ เอวํ จิตฺตกิริยวาโยธาตุวิปฺผาเรเนว คมนาทิ โหตีติ ปชานโต ฯ ตสฺส เอวํ ชปชานนาย นิจฺฉยคมนตฺถํ เอวํ โหตีติ วิจารณา วจฺจติ โลเก ยถาภูตํ อชานนฺเตหิ มิจฺฉาพิ-

นิเวสวเสน, โลกโวหารวเสน วา ฯ

 

 

 

 

     อตฺถิปนาติ อตฺตโน เอวํ วีมํสนวเสน

ปุจฺฉาวจนํ ฯ นตฺถีติ นิจฺฉยวเสน สตฺตสฺส ปฏิกฺเขปวจนํ ฯ ยถา ปนาติอาทิ ตสฺเสว อตฺถสฺส อุปมาย วิภาวนํ, ตํ สุวิญฺเญยฺยเมว ฯ

 

 

    นาวา มารุตเวเคนาติ ยถา อ เจตนา นาวา วาตเวเคน เทสนฺตรํ ยาติ, ยถา จ อเจตโน เตชนํ กณฺโฑ ชิยาเวเคน เทสนฺตรํ ยาติตถา

อเจตโน กาโย วาตาหโต ยถาวุตฺตวายุนา นีโต เทสฯฺตรํ ยาตีติ เอวํ อุปมาสํสนฺทนํ เวทิตพฺพํ ฯ

บาลี

 

 

 

    สเจ ปน โกจิ วเทยฺย “ ยถา นาวาเตชนานํ เปลฺลกสฺส ปุริสสฺส วเสน เทสนฺตรตมนํ, เอวํ

กายสฺสาปีติ โหตุ เอวํ อิจฺฉิโต วายมตฺโถ ยถา หิ นาวาเตชนานํ สํหตลกฺขณสฺเสว ปุริสสฺส วเสน

คมนํ, น อสํหตลกฺขณสฺส, เอวํ กายสฺสาปีติ,

กา โน หานิ, ภิยฺโยปิ ธมฺมมตฺตตาวปติฏฺฐํ ลภติ,

น ปุริสวาโท ฯ เตนาห” ยนฺตสุตฺตวเสนาติอาทิ ฯ

 

 

 

 

 

 

    ตตฺถ ปยุตฺตนฺติ เหฏฺฐาวุตฺตนเยน

คมนาทิกิริยาวเสน ปจฺจเยหิ ปโยชิตํ ฯ ฐาตีติ

ติฏฺฐติ ฯ เอตฺถาติ อิมสฺมึ โลเก ฯ วินา

เหตุปจฺจเยติ คนฺตุกามตา จิตฺตตํ

สมุฏฺฐานวาโยธาตุอาทิเหตุปจฺจเยหิ วินา ฯ

ติฏฺเฐติ ติฏฺเฐยฺย วเชติ วเชยฺย คจฺเฉยฺย โก

นามาติ สมฺพนฺโธ ฯ

 

 

     ปฏิกฺเขปตฺโถ เจตฺถ กึ สทฺโทติ เหตุปจฺจย-

วิรเหน ฐานคมนปฏิกฺเขปมุเขน สพฺพายปิ

ธมฺมปฺปวตฺติยา ปจฺจยาธีนวุตฺติตา วิภาวเนน

อตฺตสุญฺญตา วิย อนิจฺจทุกฺขตาปิ วิภาวิตาติ

บาลี

ทฏฺฐพฺพา ฯ

 

 

 

    ปณิหิโตติ ยถา ยถา ปจฺจเยหิ ปกาเรหิ นิหิโต ฐปิโต ฯ สพฺพสงฺคาหิกวจนนฺติ สพฺเพสมฺปิ

จตุนฺนํ อิริยาปถานํ เอกชฺฌํ สงฺครฺหนวจนํ, ปุพเพ

วิสุ ํ วิสุ ํ อิริยาปถานํ วุตฺตตฺตา อิทํ เนสํ เอกชฺฌํ

คเหตวา วจนนฺติ อตฺโถ ฯ ปุริมนโย วา อิริยาปถปฺปธาโน วุตฺโตติ ตตฺต กาโย อปฺปธาโน

อนุนิปฺผาทีติ อิธ กายํ ปธานํ, อปธานญฺจ

อิริยาปถํ อนุนิปฺผาทึ กตฺวา ทสฺเสตุ ํ ทุตยินโย

วุตฺโตติ เอวปฺเปตฺถ ทวินฺนํ นยานํ วิเสโส

เวทิตพฺโพ ฯ ฐิโตติ ปวตฺโต ฯ

 

 

 

 

 

    อิริยาปถปริคคฺณฺหนมฺปิ อิริยาปถาโต

กายสฺเสว ปริคฺคณฺหนํ ตสฺส อวตฺถาวิเสส-

ภาวโตปิ วุตฺตํ “ อิริยาปถปริคณฺหเนน กาเย กายานุปสฺสี วิหรตีติ”

 

   เสเนเวตฺถ รูปกฺขนฺธวเสเนว สมุทยาทโย

อุทฺฐฏา ฯ เอส นโย เสสวาเรสุปิ ฯ อาทินาติ

เอตฺถ อาทิสทฺเทน ยถา “ ตณฺหาสมุทยา

กมฺมสมุทยา อาหารสมุทยาติ นิพพตฺติลกฺขณํ

ปสนฺโตปิ รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสตีติ อิเม

จตฺตาโร อาการา สงฺคยฺหนฺติ, เอวํ”

อวิชฺชานิโรธาติอาทโยปิ ปญฺจอาการา สงฺคหิตาติ ทฏฺฐพฺพา ฯ เสสํ วุตฺตนยเมว ฯ

 

 

 

      อิริยาปถปพฺพวณฺณนา  นิฏฺฐิตา ฯ

 

คำแปล

     บทว่าอิริยาปถวเสน ได้แก่การผลัดเปลี่ยน คือการผ่อนปรนได้แก่กิริยา แต่ในบทนี้ ผู้ปฏิบัติพึงทราบว่าเป็นประโยคทางกาย ฯ คลองคือทางของความปรากฏแห่งความผลัดเปลี่ยนทั้งหลาย เหตุนั้นจึงได้ชื่อว่าอิริยาบถ หมายความว่าการกำหนดสรีระซึ่งเป็นไปได้ด้วยอำนาจของอิริยาบถเดิน เป็นต้น ฯ

     ก็หรือว่า เมื่อสัตว์จะเดินก็ย่อมจะทำกิริยาที่ตนควรทำด้วยกาย ว่าจะยืน นั่งหรือนอนก็ตาม ก็จะต้องทำด้วยอำนาจของอิริยาบถเหล่านั้น อธิบายว่าด้วยการจำแนกอิริยาบถให้ต่างกันออกไป ฯ

    บทว่า ปุน จปรํที่แปลว่าข้ออื่นยังมีอยู่อีกนั้น อธิบายว่าเราตถาคตจะกล่าว ขอพวกเธอจงพากันสดับกายานุปัสสนากัมมัฏฐานข้ออื่น แม้ที่นอกเหนือจากอานาปานกัมมัฏฐาน เท่าที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้ว

    พระดำรัสที่ว่า คจฺฉนฺโต วา เป็นต้น เป็นพระดำรัสที่สาธารณทั่วไป แก่ความรู้เพียงอรยาบถว่าเดินเป็นต้น และแก่ความรู้ชั้นพิเศษ ที่ถึงสภาวะความเป็นจริงของอิริยาบถเดินเป็นต้น ในความรู้สองชนิดดังกล่าวนั้น ความรู้เพียงสักแต่ว่าเดินเป็นต้น มิใช่เป็นความประสงค์ในที่นี้ ส่วนความรู้ชนิดพิเศษ ที่ซึ้งถึงความจริงของอิริยาบถเดินเป็นต้น จึงจัดเป็นความรู้ที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์ เหตุนั้น เพื่อต้องการจะแสดงแยกความรู้ทั้งสองอย่างดังกล่าวนั้นออก

คำแปล

จากกัน พระอรรถกถาจารย์จึงได้กล่าวคำว่า

ตตฺถ กามํ เป็นต้น เข้าไว้ ฯ

     บทว่า สตฺตูปลทฺธึ เป็นต้น แปลว่ายังละ คือสละความเห็นผิดที่เข้าไปยึดถือเอา โดยความเป็นสัตว์ บุคคลว่าสัตว์มีอยู่ออกยังไม่ได้ เพราะมีความยึดถือว่า เราเดิน การเดินของเราดังนี้

    เพราะเหตุนั้นแล จึงยังชื่อว่าเพิกถอนคือนำเอาความสำคัญผิดว่ามีตัวตน อันเป็นสัญญาวิปลาสซึ่งเป็นไปแล้วอย่างนี้ว่า มีตัวตนมีผู้สร้างและมีผู้เสวยออกยังไม่ได้ เพราะไม่มีฝ่ายตรงข้ามหรือเพราะไม่มีฝ่ายพอกพูน ฯ

    ก็ภาวะที่เธอ เป็นอยู่อย่างนี้แล้ว กัมมัฏฐาน เป็นต้น จักมีมาแต่ที่ไหน เพราะฉะนั้นพระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวว่า จะจัดเป็นกัมมัฏฐานหรือสติปํฏฐานภาวนายังไม่ได้

    คำของพระอรรถกถาที่ว่า อิมสฺส ปน เป็นต้น จัดเป็นฝ่ายข้างถูก ท่านนักปฏิบัติจึงควรทราบถึงเนื้อความของฝ่ายข้างถูกนั้นไว้ โดยตรงกันข้ามกับที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้ว ก็เพื่อต้องการจะเปิดเผยข้อความอันนั้นนั่นเอง พระอรรถกถาจารย์จึงได้กล่าวคำเป็นต้นว่า อิทญหิ ดังนี้เข้าไว้ ฯ

   ในความรู้ทั้ง ๓ ข้อนั้นความรู้ที่ว่า ใครเดิน เป็นความรู้ที่ให้สำเร็จได้ อนึ่ง การถามเพื่อจะทำกิริยาคือการเดิน ให้เป็นกิริยาที่แยกจากกันไม่ได้ การถามนั้น เป็นการถามที่มีเนื้อความปฏิเสธตน คือความเป็นผู้กระทำ เพราะแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จ ในการเดินไปของสภาวะสักว่าธรรมะเท่านั้น ฯ

   

คำแปล

    ความรู้ข้อที่ว่าการเดินของใคร  ท่านพูดถึงเนื้อความอันนั้นนั่นเอง ว่าให้สำเร็จได้โดยปริยายอย่างอื่น และกล่าวไว้โดยการประกาศถึงความเกี่ยวเนื่องกัน ในความไม่กระทำของกิริยาคือการเดินให้แจ่มแจ้ง เพราะทำกิริยาให้แยกออกจากกันเสีย ฯ ด้วยว่า กึ ศัพท์ ทำเนื้อความคือการห้ามให้อยู่ในภายในแล้ว จึงเป็นไปได้ในเนื้อความทั้งสอง ฯ

    ก็ความรู้ที่ว่า เพราะเหตุไรจึงไป การถามถึงเหตุที่ไม่วิปริตของกิริยา คือการเดินอันมีผู้ทำเท่าที่ได้ปฏิเสธไปแล้ว ฯ ความจริงขึ้นชื่อว่าการเดินนี้มีเหตุอุปการะที่เหมาะสม อันนอกเหนือจากเหตุที่ผิดๆมีอาทิอย่างนี้ว่าตนประกอบด้วยใจ  ใจประกอบด้วยอินทรีย์ทั้งหลาย  อินทรีย์ทั้งหลายก็ประกอบด้วยตนทั้งหลาย จัดเป็นความพิเศษของอาการ คือความเป็นไปแห่งธรรมทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้นพระอรรถกถาจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตตฺถ ดังนี้เข้าไว้ ฯ

     เท่าที่ชื่อว่า หาได้มีสัตว์หรือบุคคลไรๆเดินไม่ เพราะสำเร็จการเดินได้ ของสภาวะสักว่าธรรมะเท่านั้น และเพราะไม่มีใครๆที่จะนอกเหนือไปจากธรรมะนั้น ฯ เพื่อต้องการจะแสดงถึงความสำเร็จ ในการเดินของสภาวะสักว่าธรรมะอย่างเดียวเสียในบัดนี้ พระอรรถกถาจารย์จึงได้กล่าวคำว่า เพราะความผลักดันของวาโยธาตุอันเกิดจากพลังงานของจิต เป็นต้นเข้าไว้ ฯ

     ในบทเท่าที่พระอรรถกถา ได้อ้างมานั้น ท่านตั้งวิเคราะห์ไว้ว่า พลังงานของจิตนั้นด้วยความผลักดัน และความกดดันของวาโยธาตุด้วย เหตุนั้นจึงชื่อว่า พลังงานของจิตและความกดดัน

คำแปล

ของธาตุลม ด้วยพลังงานของจิตและความผลักดันของธาตุลมนั้น อนึ่งในเรื่องนี้ ท่านห้ามความ

ผลักดันของธาตุลม ที่ไม่เกี่ยวกับอินทรีย์เข้าไว้

ด้วย ศัพท์ว่า จิตตกิริยา และห้ามพลังงานของจิต อันต่างด้วยวจีวิญญัติ อันเกิดจากความจงใจเข้าไว้ด้วย ศัพท์ว่า วาโยธาตุวิปผาร คือ ความผลักดันของธาตุลมแต่ประกาศให้ทราบชัดถึงกายวิญญัติไว้ด้วยบททั้งสองฯ

    บทว่า คจฺฉติ ที่แปลว่าเดิน ในเมื่อกายกำลังเป็นไปตามที่พูดการสมมติว่าเดินย่อมมีเพื่อแสดงถึงโวหารการเรียกนั้น พระอรรถกถาจึงได้กล่าวคำว่า ตสฺมา เป็นต้นไว้ บทว่า ตํ ได้แก่ จิตที่เกิดด้วยอำนาจของความประสงค์ที่จะเดิน ฯ

    คำว่า วายํ ชเนติ ที่แปลว่า ทำให้เกิดลมนั้น หมายถึง ทำมัดของรูปที่ย่งด้วยธาตุลมให้เกิดขึ้น เฉพาะความยิ่งในที่นี้ย่อมมีได้โดยความสามารถ มิใช่เป็นความยิ่งโดยประมาณ ฯ

    พระอรรถกถาจารย์ ท่านหมายถึงธาตุลมที่กำลังผลักดันไปโดยความพิเศษของอาการ ซึ่งจะเป็นปัจจัยแก่การพยุงตัว การทรง และการเคลื่อนไหวของรูปการที่เกดพร้อมกัน ซึ่งตั้งขึ้นได้เพราะจิตคิดว่าจะเดิน จึงกล่าวว่า ลมทำให้เกิดวิญญัติ ฯ

    ก็วิการที่เกิดพร้อมกับความประสงค์จัดเป็นวิญญัติ อนึ่ง ศัพท์ว่า วาโยคือลม จะเกิดมีได้ก็โดยความเป็นอธิกคือยิ่ง ตามที่กล่าวแล้วเท่านั้น มิใช่เกิดมีได้โดยความเป็นชนกะ ของวาโยธาตุโดยเฉพาะ ว่าโดยประการอย่างอื่นแล้ว ความเป็นอุปทายรูปของวิญญัติจะพึงเกิดขึ้นได้ยากฯ

  

คำแปล

    การผลัดเปลี่ยนกายไปโดยส่วนเบื้องหน้าที่ท่านเรียกว่าก้าวไปข้างหน้า ชื่อว่า ปุรโต อภินีหาโร

    คำของพระอรรถกถาที่ว่า เอเสว นโย ท่านพูดไว้โดยย่อโดยอ้างตัวอย่างไว้แล้วจึงพูดถึงคำว่า ตตฺราป ห เป็นต้น เพื่อต้องการจะเปิดเผยถึงเนื้อความนั้น ฯ

    คำของพระอรรถกถาที่ว่า โกฏิโต ปฏฺฐาย ความก็ว่า ตั้งแต่ส่วนล่างสุดคือแต่พื้นเท้าขึ้นไป ความสูงขึ้น(ของกาย)ชื่อ อุสฺสติภาโว ฯ

    ข้อว่า เอวํ ปชานโต ความว่าเมื่อภิกษุผู้ปฏิบัติมารู้อยู่อย่างนี้ว่าการเดินเป็นต้นจะเกิดมีได้เพราะความผลักดันของวาโยธาตุที่เกิดเพราะพลังงานของจิตเท่านั้น อันพวกปุถุชนผู้ไม่รู้ถึงความเป็นจริงในโลก ด้วยอำนาจของความเห็นผิด หรือด้วยอำนาจของโวหารในโลกก็ตาม ย่อมกล่าวถึงการพิจารณาว่าจะมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ของภิกษุผู้ปฏิบัตินั้น เพื่อการถึงความตกลงได้ด้วยความรู้ชัดอย่างนี้ ฯ

    คำว่า อตฺถิปน เป็นคำถามด้วยอำนาจแห่งการพิจารณาอย่างนี้ของตน ฯ คำว่า นตฺถิ เป็นคำปฏิเสธสัตย์ด้วยอำนาจของการตกลงใจ ฯ คำว่า ยถา ปน เป็นต้น เป็นคำประกาศถึงเนื้อความอันนั้นนั่นเอง ให้แจ่มแจ้งด้วยข้อเปรียบเทียบ คำนั้นเข้าใจกันได้ง่ายทั้งนั้น ฯ

    ข้อว่า นาวา มารุตเวเคน ท่านผู้ศึกษาควรทราบถึงข้อเปรียบเทียบด้วยการอุปมาอย่างนี้ว่าเรือใบที่ไม่มีจิตใจ จะแล่นไปสู่ถิ่นอื่นได้ ก็ด้วยกำลังของลมฉันใด อนึ่ง ลูกศรคือลูกธนูที่ไม่มีจิตใจจะพุ่งไปสู่ถิ่นอื่นได้ ก็ด้วยกำลังของสาย

คำแปล

ฉันใด ร่างกายที่ไม่มีจิตใจ ที่ถูกลมผลักดันไป คือที่ถูกลมตามที่กล่าวแล้วนำไป ก็ย่อมไปสู่ถิ่นอื่นได้ฉันนั้น ฯ

     ก็ถ้าว่า ใครๆจะพึงพูดว่าเรอและลูกศรทั้งหลายจะแล่นและพุ่งไปสู่ถิ่นอื่นได้ ด้วยอำนาจของบุรุษผู้ที่ขับและยิงเท่านั้นฉันใด แม้การไปสู่ถิ่นอื่นของกายก็ฉันนั้นไซร้ ข้อนั้นยกไว้เถิด บุรุษผู้ต้องการอย่างนี้มีความพยายามเป็นประโยชน์อุปมาเหมือนเรือกับลูกศรซึ่งแล่นและพุ่งไปได้ก็ด้วยอำนาจของบุรุษผู้มีลักษณะเท่าที่ท่านประกอบไว้เท่านั้น มิใช่ด้วยอำนาจของบุรุษผู้มีลักษณะ ซึ่งท่านมิได้ประกอบไว้ฉันใด แม้การไปสู่ถิ่นอื่นของกายก็ฉันนั้น วาจาที่พูดไรๆหาทำให้ลดน้ำหนักได้ไม่ แม้โดยที่ยิ่งขึ้นไป ความเป็นเพียงสักว่าธรรมะเท่านั้น ย่อมได้หลัก มิใช่จะได้หลักอยู่ที่วาทะของบุรุษ  เหตุนั้นพระอรรถกถาจึงกล่าวว่า ยนฺตสุตฺตวเสเนว  เป็นต้นเข้าไว้ฯ

    ในบทเหล่านั้น บทว่า ปยุตตํ แปลว่าประกอบแล้วด้วยปัจจัยทั้งหลาย ด้วยอำนาจของกิริยามีการเดินเป็นต้น ตามนัยแห่งคำที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลัง ฯ บทว่า ฐาติ แปลว่า ยืน บทว่า เอตฺถ โยค เอาในโลกนี้เข้ามา ข้อว่า วินา เหตุ

ปจฺจเย ได้แก่ เว้นจากเหตุปัจจัยซึ่งมีจิตต้องการจะเดิน และธาตุลมซึ่งมีจิตคิดว่าจะเดินนั้นเป็นสมุฏฐานฯบทว่า ติฏฺเฐ แปลว่า ยืนอยู่ บทว่า วเช เชื่อมความว่า ใครเดิน คือไป ฯ

    จริงอยู่ กึศัพท์ในที่นี้มีอรรถปฏิเสธ เหตุนั้นผู้ปฏิบัติจึงควรทราบว่า แม้ความเป็นอนิจจะและทุกขะ ก็เป็นอันว่าท่านประกาศให้ทราบแจ่มแจ้งแล้วด้วยมุข คือการปฏิเสธอิริยาบถยืน และ

คำแปล

อิริยาบถเดิน เหมือนกับความสูงจากตัวตน ซึ่งท่านประกาศให้แจ่มชัดแล้ว ด้วยการประกาศให้ทราบถึงความเป็นไปติดต่อกับปัจจัยของธรรมะซึ่งเป็นไปได้แม้ทั้งหมดฉะนั้น ฯ

     บทว่า ปณิหิโต แปลว่า ตั้งไว้คือ ดำรงไว้โดยประการ คือปัจจัยทั้งหลายใดใด ฯ คำว่า สพฺพ

สงฺคาหิกวจนํ เป็นคำสำหรับรวมเอาอิริยาบถ ๔ ทุกๆอิริยาบถเข้าเป็นอันเดียวกัน อธิบายว่า เพราะอิริยาบถทั้งหลายเป็นอิริยาบถที่ท่านแยกพูดไว้แล้วในตอนต้น คำพูดนี้จึงเป็นคำพูดที่จัดเอาอิริยาบถเหล่านั้น เข้าไว้เป็นอันเดียวกันอีกอย่างหนึ่ง ควรทราบถึงความแปลกกันของ ๒ นัย ในที่นี้แม้อย่างนี้ว่า นัยก่อน ท่านพูดถึงอิริยาบถที่เป็นประธาน เหตุนั้นกายซึ่งไม่เป็นประธาน ในที่นั้นจะให้สำเร็จได้ในภายหลังเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวนัยที่สองเพื่อแสดงถึงกายซึ่งเป็นประธานในที่นี้ และอิริยาบถซึ่งเป็นประธานไม่ได้ ทำให้สำเร็จได้ในภายหลัง บทว่า ฐิโต แปลว่า กำลังเป็นไป ฯ

     แม้การกำหนดอิริยาบถ ก็ได้แก่การกำหนดเฉพาะกายซึ่งเป็นอิริยาบถเท่านั้น เพราะมีความพิเศษของขณะแห่งการกำหนดกายนั้น เหตุนั้นพระอรรถกถาจึงกล่าวคำว่า เป็นผู้เฝ้าดูกายในกายเนืองๆอยู่ด้วยการกำหนดอิริยาบถ ฯ

    ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ ท่านจึงยกเอาธรรมเป็นเหตุเกิดเป็นต้น ด้วยอำนาจของรูปขันธ์โดยเฉพาะไว้ในบรรพะนี้ แม้ในวาระที่เหลือก็นัยนี้ ด้วยอาทิศัพท์ในบทว่า อาทินา นี้ ท่านสงเคราะห์เอาอาการ ๔ เหล่านี้เข้าด้วยว่า ผู้ปฏิบัติเมื่อพิจารณาเห็นลักษณะของความเกิดว่า เพราะตัณหา กรรม และอาหาร เกิดจึงเกิดรูป ชื่อว่าพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นของรูปขันธ์ดังนี้ฉันใด ท่านก็สงเคราะห์เอาอาการ ๕ มีว่าเพราะอวิชชาดับเป็นต้น เข้าไว้ด้วยฉะนั้น คำที่เหลือมีนัยดังที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วเหมือนกัน ฯ

        จบการพรรณนาอิริยาบถบรรพ

 

mail.gif (4673 bytes)
จัดทำโดย
มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ
flower.gif (1468 bytes)