| บาลี อิริยาปถวเสนาติ
อิริยนํ อิริยา กิริยา อิธ ปน
กายิกปโยโค
เวทิตพฺโพ ฯ อิริยานํ ปโถ
ปวตฺติมคฺโคติ
อิริยาปโก, คมนาทิ วเสน
ปวตฺตา
สรีราวตฺถา ฯ
คจฺฉนฺโต วา หิ สตฺโต กาเยน
กาตพฺพกิริยํ กโรติ ฐิโตวา
นิสินฺโน วา นิปนฺโน วาติ, เตสํ
อิริยาปถานํ
วเสน,
อิริยปถวิภาเคนาติ อตฺโถ ฯ
ปุน จปรนฺติ ปุน จ อปรํ, ยถาวุตฺต
อานาปานกมฺมฏฺฐานโต
ภิยฺโยปิ อญฺญํ
กายานุปสฺสนากมฺมฏฺฐานํ
กเถมิ, สุณาถาติ วา
อธิปฺปาโย ฯ
คจฺฉนฺโต
วาติอาทิ
คมนาทิมตฺตชานนสฺส,
คมนาทิคตวิเสสชานนสฺส จ
สาธารณวจนํ, ตตฺถ
คมนาทิมตฺตชานํ อิธ นาธิปฺเปตํ
คมนาทิคตวิเสสชานนํ ปน
อธิปฺเปตนฺติ ตํ วิภชิตฺวา
ทสฺเสตุ ํ
ตตฺถ
กามนฺติอาทิ วุตฺตํ ฯ
บาลี
สตฺตูปลทฺธินฺติ สตฺโต อตฺถีติ
อุปลทฺธึ
สตฺตคฺคาหํ, น ปชหติ น
ปริจฺจชติ อหํ คจฺฉามิ, มม คมนนฺติ
คาหสพฺภาวโต ฯ
ตโต เอว อตฺตสญฺญํ อตฺถิ อตฺตา
การโก เวทโกติ เอวํ ปวตฺตั
วิปรีตสญฺญํ น อุคฺฆาเฏติ นาปเนติ
อปฺปฏิปกฺขภาวโต, อนนุพฺรูหนโต วา
ฯ
เอวํ ภูตสฺส จสฺส กุโต
กมฺมฏฺฐานา ทิภาโวติ อาห กมฺมฏฺฐานํ วา
สติปฏฺฐานภาวนา วา น โหตีติ ฯ
อิมสฺส ปนาติอาทิ สุกกปกฺโข, ตสฺส
วุตฺตวิปฺปริยาเยน
อตฺโถ เวทิตพฺโพ ฯ ตเมวหิ
อตฺถํ วิปริตํ อิทญฺหีติ อาทิ
วุตฺตํ ฯ
ตตฺถ โก คจฺฉตีติ สาธนํ, อิริยญฺจ
อวินิพฺภุตํ
กตฺวา
คมนกิริยาย กตฺตุปุจฺฉา, กตฺตุภาววิสิฏฺฐอตฺตปฏิกฺเขปตฺถา
ธมฺมมตฺตสฺเสว
คมนสิทฺธิทสฺสนโต
ฯ
บาลี
กสฺส คมนนฺติ ตเมว วตฺถํ
ปริยายนฺตเรน วทติ สาธนํ, กิริยญฺจ
วินิพฺภุตํ ปตฺวา คมนกิริยาย
อกตฺตุสมฺพนฺธี
ภาววิภาวนโต ฯ ปฏิกฺเขปตฺถญฺหิ
อนฺโตนีตํ กตฺวา อุภยตฺถ กึสทฺโท
ปวตฺโต ฯ
กึ การณาติ ปน
ปฏิกฺขิตฺตกตฺตุกาย คมนกิริ-ยาย
อวิปรีตการณปุจฺฉา อิทญฺหิ คมนํ
นาม
อตฺตา มนสา
สํยุชฺฌติ, มโน
อินฺทฺริเยหิ,
อินฺทริยานิ
อตฺเตหีติ
เอวมาทิมิจฺฉาการณวินิ-
มุตฺตอนุรูปปจฺจยเหตุโก
ธมฺมานํ
ปวตฺติอาการวิเสโส
ฯ เตนาห ตตฺถาติ อาทิ ฯ
น โกจิ สตฺโต วา ปุคฺคโล วา
คจฺฉติ
สมฺมมตฺตสฺเสว
คมนสิทฺธิโต ตพฺพิวินิมุตฺตสฺสจ
กสฺสจิ อภาวโต ฯ
อิทานิ ธมฺมมตฺ ตสฺเสว
คมนสิทฺธึ
ทสฺเสตุ ํ
จิตฺตกิริยาวาโยธาตุวิปฺผา-
เรนาติอาทิ
วุตฺตํ ฯ
ตตฺถ จิตฺตกิริยา จ สา
วาโยธาตุยา วิปฺผาโร
วิปฺผนฺทนญฺจาติ
จิตฺตกิริยาวาโยธาตุวิปฺผาโร, เตน ฯ เอตฺถ จ
จิตฺตกิริยคฺคหเณน
อนินฺทฺริยพทฺ-
ธวาโยธาตุวิปฺผารํ
นิวตฺเตติ,
วาโยธาตุวิปฺผาร
บาลี
คฺคหเณน
เจตนาวิญฺญตฺติเภทํ จิตฺตกิริยํ
นิวตฺเตติ, อุภเยน ปน
กายวิญฺญตฺตึ วิภาเวติ
ฯ
คจฺฉตีติ วตฺยา ยกา
ปวตฺตมาเน กาเย
คจฺฉตีติ โวหาโร
โหติ,
ตํ ทสฺเสตุ ํ ตสฺมาติ
อาทิวุตฺตํ ฯ
ตนฺติ คนฺตุกามตาวเสน
ปวตฺตจิตฺตํ ฯ
วายํ ชเนตีติ วาโยธาตุอธิกํ
รูปกลาปํ
อุปปาเทติ, อธิกตา
เจตฺถ สามตฺถิยโต, น
ปมาณโต ฯ
คมนจิตฺตสมุฏฺฐิตํ
สหชาตรูปกายสฺส
กมฺภนสนฺธารณจลนานํ ปจฺจยภูเตน อาการ
วิเสเสน
ปวตฺตมานํ วาโยธาตุ ํ สนฺธายาห
วาโย
วิญฺญตฺตึ ชเนตีติ ฯ
อธิปฺปาปสหภาวี หิ วิกาโร
วิญฺญตฺติ,
ยถาวุตฺตอธิกภาเวเนว
จ วาโยคหณํ, น
วาโยธาตุยาเอว
ชนกภาวโต, อญฺญถา
วิญฺญตฺติยา
อุปาทายรูปภาโว ทุรุปฺปาโท สิยาฯ
บาลี
ปุรโต อภินีหาโร ปุรโตภาเคน
กายศฺส ปวตฺตนํ, โย อภิกฺกโมติ
วุจฺจติ ฯ
เวเสว นโยธิ อติเทเสน
สงฺเขปโต วตฺวา ตมตฺถํ วิวริตุ ํ ตตฺราปิ หีติอาทิ
วุตฺตํ ฯ
โกฏิโต
ปฏฺฐายาติ เหฏฺฐิมโกฏิโต
ปฏฺฐาย ปาทตรโต ปฏฺฐาย ฯ อุสฺสติภาโวติ
อุพฺพิทฺธภาโว ฯ
เอวํ
ปชานโตติ เอวํ
จิตฺตกิริยวาโยธาตุวิปฺผาเรเนว
คมนาทิ โหตีติ ปชานโต ฯ ตสฺส เอวํ
ชปชานนาย นิจฺฉยคมนตฺถํ เอวํ โหตีติ วิจารณา วจฺจติ
โลเก ยถาภูตํ อชานนฺเตหิ
มิจฺฉาพิ-
นิเวสวเสน, โลกโวหารวเสน วา
ฯ
อตฺถิปนาติ อตฺตโน เอวํ
วีมํสนวเสน
ปุจฺฉาวจนํ ฯ นตฺถีติ นิจฺฉยวเสน
สตฺตสฺส ปฏิกฺเขปวจนํ ฯ ยถา ปนาติอาทิ ตสฺเสว
อตฺถสฺส อุปมาย วิภาวนํ, ตํ
สุวิญฺเญยฺยเมว ฯ
นาวา
มารุตเวเคนาติ ยถา อ เจตนา นาวา
วาตเวเคน เทสนฺตรํ ยาติ, ยถา จ อเจตโน เตชนํ กณฺโฑ ชิยาเวเคน
เทสนฺตรํ ยาติ ฯ ตถา
อเจตโน กาโย วาตาหโต ยถาวุตฺตวายุนา
นีโต เทสฯฺตรํ ยาตีติ เอวํ
อุปมาสํสนฺทนํ เวทิตพฺพํ ฯ
บาลี
สเจ ปน โกจิ วเทยฺย ยถา นาวาเตชนานํ
เปลฺลกสฺส ปุริสสฺส วเสน
เทสนฺตรตมนํ, เอวํ
กายสฺสาปีติ
โหตุ เอวํ อิจฺฉิโต วายมตฺโถ ยถา
หิ นาวาเตชนานํ สํหตลกฺขณสฺเสว
ปุริสสฺส วเสน
คมนํ, น อสํหตลกฺขณสฺส, เอวํ
กายสฺสาปีติ,
กา โน หานิ, ภิยฺโยปิ
ธมฺมมตฺตตาวปติฏฺฐํ ลภติ,
น ปุริสวาโท ฯ
เตนาห ยนฺตสุตฺตวเสนาติอาทิ ฯ
ตตฺถ ปยุตฺตนฺติ
เหฏฺฐาวุตฺตนเยน
คมนาทิกิริยาวเสน
ปจฺจเยหิ ปโยชิตํ ฯ ฐาตีติ
ติฏฺฐติ ฯ เอตฺถาติ อิมสฺมึ โลเก ฯ วินา
เหตุปจฺจเยติ คนฺตุกามตา
จิตฺตตํ
สมุฏฺฐานวาโยธาตุอาทิเหตุปจฺจเยหิ
วินา ฯ
ติฏฺเฐติ
ติฏฺเฐยฺย วเชติ วเชยฺย คจฺเฉยฺย
โก
นามาติ สมฺพนฺโธ
ฯ
ปฏิกฺเขปตฺโถ เจตฺถ กึ สทฺโทติ
เหตุปจฺจย-
วิรเหน
ฐานคมนปฏิกฺเขปมุเขน สพฺพายปิ
ธมฺมปฺปวตฺติยา
ปจฺจยาธีนวุตฺติตา วิภาวเนน
อตฺตสุญฺญตา วิย
อนิจฺจทุกฺขตาปิ วิภาวิตาติ
บาลี
ทฏฺฐพฺพา ฯ
ปณิหิโตติ ยถา ยถา
ปจฺจเยหิ ปกาเรหิ นิหิโต ฐปิโต ฯ สพฺพสงฺคาหิกวจนนฺติ สพฺเพสมฺปิ
จตุนฺนํ
อิริยาปถานํ เอกชฺฌํ
สงฺครฺหนวจนํ, ปุพเพ
วิสุ ํ วิสุ ํ
อิริยาปถานํ วุตฺตตฺตา อิทํ เนสํ
เอกชฺฌํ
คเหตวา วจนนฺติ
อตฺโถ ฯ ปุริมนโย วา
อิริยาปถปฺปธาโน วุตฺโตติ ตตฺต
กาโย อปฺปธาโน
อนุนิปฺผาทีติ
อิธ กายํ ปธานํ, อปธานญฺจ
อิริยาปถํ
อนุนิปฺผาทึ กตฺวา ทสฺเสตุ ํ
ทุตยินโย
วุตฺโตติ
เอวปฺเปตฺถ ทวินฺนํ นยานํ วิเสโส
เวทิตพฺโพ ฯ
ฐิโตติ ปวตฺโต ฯ
อิริยาปถปริคคฺณฺหนมฺปิ
อิริยาปถาโต
กายสฺเสว
ปริคฺคณฺหนํ ตสฺส อวตฺถาวิเสส-
ภาวโตปิ วุตฺตํ อิริยาปถปริคณฺหเนน
กาเย กายานุปสฺสี วิหรตีติ
เสเนเวตฺถ
รูปกฺขนฺธวเสเนว สมุทยาทโย
อุทฺฐฏา ฯ เอส นโย
เสสวาเรสุปิ ฯ อาทินาติ
เอตฺถ
อาทิสทฺเทน ยถา ตณฺหาสมุทยา
กมฺมสมุทยา
อาหารสมุทยาติ นิพพตฺติลกฺขณํ
ปสนฺโตปิ
รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสตีติ อิเม
จตฺตาโร อาการา
สงฺคยฺหนฺติ, เอวํ
อวิชฺชานิโรธาติอาทโยปิ
ปญฺจอาการา สงฺคหิตาติ ทฏฺฐพฺพา ฯ
เสสํ วุตฺตนยเมว ฯ
อิริยาปถปพฺพวณฺณนา นิฏฺฐิตา ฯ
|
คำแปล
บทว่าอิริยาปถวเสน
ได้แก่การผลัดเปลี่ยน
คือการผ่อนปรนได้แก่กิริยา
แต่ในบทนี้
ผู้ปฏิบัติพึงทราบว่าเป็นประโยคทางกาย
ฯ
คลองคือทางของความปรากฏแห่งความผลัดเปลี่ยนทั้งหลาย
เหตุนั้นจึงได้ชื่อว่าอิริยาบถ
หมายความว่าการกำหนดสรีระซึ่งเป็นไปได้ด้วยอำนาจของอิริยาบถเดิน
เป็นต้น ฯ
ก็หรือว่า
เมื่อสัตว์จะเดินก็ย่อมจะทำกิริยาที่ตนควรทำด้วยกาย
ว่าจะยืน นั่งหรือนอนก็ตาม
ก็จะต้องทำด้วยอำนาจของอิริยาบถเหล่านั้น
อธิบายว่าด้วยการจำแนกอิริยาบถให้ต่างกันออกไป
ฯ
บทว่า ปุน
จปรํที่แปลว่าข้ออื่นยังมีอยู่อีกนั้น
อธิบายว่าเราตถาคตจะกล่าว
ขอพวกเธอจงพากันสดับกายานุปัสสนากัมมัฏฐานข้ออื่น
แม้ที่นอกเหนือจากอานาปานกัมมัฏฐาน
เท่าที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้ว
พระดำรัสที่ว่า คจฺฉนฺโต วา
เป็นต้น
เป็นพระดำรัสที่สาธารณทั่วไป
แก่ความรู้เพียงอรยาบถว่าเดินเป็นต้น
และแก่ความรู้ชั้นพิเศษ
ที่ถึงสภาวะความเป็นจริงของอิริยาบถเดินเป็นต้น
ในความรู้สองชนิดดังกล่าวนั้น
ความรู้เพียงสักแต่ว่าเดินเป็นต้น
มิใช่เป็นความประสงค์ในที่นี้
ส่วนความรู้ชนิดพิเศษ
ที่ซึ้งถึงความจริงของอิริยาบถเดินเป็นต้น
จึงจัดเป็นความรู้ที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์
เหตุนั้น
เพื่อต้องการจะแสดงแยกความรู้ทั้งสองอย่างดังกล่าวนั้นออก
คำแปล
จากกัน
พระอรรถกถาจารย์จึงได้กล่าวคำว่า
ตตฺถ กามํ
เป็นต้น เข้าไว้ ฯ
บทว่า สตฺตูปลทฺธึ เป็นต้น
แปลว่ายังละ
คือสละความเห็นผิดที่เข้าไปยึดถือเอา
โดยความเป็นสัตว์
บุคคลว่าสัตว์มีอยู่ออกยังไม่ได้
เพราะมีความยึดถือว่า เราเดิน
การเดินของเราดังนี้
เพราะเหตุนั้นแล
จึงยังชื่อว่าเพิกถอนคือนำเอาความสำคัญผิดว่ามีตัวตน
อันเป็นสัญญาวิปลาสซึ่งเป็นไปแล้วอย่างนี้ว่า
มีตัวตนมีผู้สร้างและมีผู้เสวยออกยังไม่ได้
เพราะไม่มีฝ่ายตรงข้ามหรือเพราะไม่มีฝ่ายพอกพูน
ฯ
ก็ภาวะที่เธอ
เป็นอยู่อย่างนี้แล้ว กัมมัฏฐาน
เป็นต้น จักมีมาแต่ที่ไหน
เพราะฉะนั้นพระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวว่า
จะจัดเป็นกัมมัฏฐานหรือสติปํฏฐานภาวนายังไม่ได้
คำของพระอรรถกถาที่ว่า อิมสฺส
ปน เป็นต้น จัดเป็นฝ่ายข้างถูก
ท่านนักปฏิบัติจึงควรทราบถึงเนื้อความของฝ่ายข้างถูกนั้นไว้
โดยตรงกันข้ามกับที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้ว
ก็เพื่อต้องการจะเปิดเผยข้อความอันนั้นนั่นเอง
พระอรรถกถาจารย์จึงได้กล่าวคำเป็นต้นว่า
อิทญหิ ดังนี้เข้าไว้ ฯ
ในความรู้ทั้ง
๓ ข้อนั้นความรู้ที่ว่า ใครเดิน
เป็นความรู้ที่ให้สำเร็จได้
อนึ่ง
การถามเพื่อจะทำกิริยาคือการเดิน
ให้เป็นกิริยาที่แยกจากกันไม่ได้
การถามนั้น
เป็นการถามที่มีเนื้อความปฏิเสธตน
คือความเป็นผู้กระทำ
เพราะแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จ
ในการเดินไปของสภาวะสักว่าธรรมะเท่านั้น
ฯ
คำแปล
ความรู้ข้อที่ว่าการเดินของใคร ท่านพูดถึงเนื้อความอันนั้นนั่นเอง
ว่าให้สำเร็จได้โดยปริยายอย่างอื่น
และกล่าวไว้โดยการประกาศถึงความเกี่ยวเนื่องกัน
ในความไม่กระทำของกิริยาคือการเดินให้แจ่มแจ้ง
เพราะทำกิริยาให้แยกออกจากกันเสีย
ฯ ด้วยว่า กึ ศัพท์
ทำเนื้อความคือการห้ามให้อยู่ในภายในแล้ว
จึงเป็นไปได้ในเนื้อความทั้งสอง
ฯ
ก็ความรู้ที่ว่า
เพราะเหตุไรจึงไป
การถามถึงเหตุที่ไม่วิปริตของกิริยา
คือการเดินอันมีผู้ทำเท่าที่ได้ปฏิเสธไปแล้ว
ฯ
ความจริงขึ้นชื่อว่าการเดินนี้มีเหตุอุปการะที่เหมาะสม
อันนอกเหนือจากเหตุที่ผิดๆมีอาทิอย่างนี้ว่าตนประกอบด้วยใจ ใจประกอบด้วยอินทรีย์ทั้งหลาย อินทรีย์ทั้งหลายก็ประกอบด้วยตนทั้งหลาย
จัดเป็นความพิเศษของอาการ
คือความเป็นไปแห่งธรรมทั้งหลาย
ด้วยเหตุนั้นพระอรรถกถาจึงกล่าวคำมีอาทิว่า
ตตฺถ ดังนี้เข้าไว้ ฯ
เท่าที่ชื่อว่า
หาได้มีสัตว์หรือบุคคลไรๆเดินไม่
เพราะสำเร็จการเดินได้
ของสภาวะสักว่าธรรมะเท่านั้น
และเพราะไม่มีใครๆที่จะนอกเหนือไปจากธรรมะนั้น
ฯ
เพื่อต้องการจะแสดงถึงความสำเร็จ
ในการเดินของสภาวะสักว่าธรรมะอย่างเดียวเสียในบัดนี้
พระอรรถกถาจารย์จึงได้กล่าวคำว่า
เพราะความผลักดันของวาโยธาตุอันเกิดจากพลังงานของจิต
เป็นต้นเข้าไว้ ฯ
ในบทเท่าที่พระอรรถกถา
ได้อ้างมานั้น
ท่านตั้งวิเคราะห์ไว้ว่า
พลังงานของจิตนั้นด้วยความผลักดัน
และความกดดันของวาโยธาตุด้วย
เหตุนั้นจึงชื่อว่า
พลังงานของจิตและความกดดัน
คำแปล
ของธาตุลม
ด้วยพลังงานของจิตและความผลักดันของธาตุลมนั้น
อนึ่งในเรื่องนี้ ท่านห้ามความ
ผลักดันของธาตุลม
ที่ไม่เกี่ยวกับอินทรีย์เข้าไว้
ด้วย ศัพท์ว่า
จิตตกิริยา
และห้ามพลังงานของจิต
อันต่างด้วยวจีวิญญัติ
อันเกิดจากความจงใจเข้าไว้ด้วย
ศัพท์ว่า วาโยธาตุวิปผาร คือ
ความผลักดันของธาตุลมแต่ประกาศให้ทราบชัดถึงกายวิญญัติไว้ด้วยบททั้งสองฯ
บทว่า คจฺฉติ ที่แปลว่าเดิน
ในเมื่อกายกำลังเป็นไปตามที่พูดการสมมติว่าเดินย่อมมีเพื่อแสดงถึงโวหารการเรียกนั้น
พระอรรถกถาจึงได้กล่าวคำว่า
ตสฺมา เป็นต้นไว้ บทว่า ตํ ได้แก่
จิตที่เกิดด้วยอำนาจของความประสงค์ที่จะเดิน
ฯ
คำว่า วายํ ชเนติ ที่แปลว่า
ทำให้เกิดลมนั้น หมายถึง
ทำมัดของรูปที่ย่งด้วยธาตุลมให้เกิดขึ้น
เฉพาะความยิ่งในที่นี้ย่อมมีได้โดยความสามารถ
มิใช่เป็นความยิ่งโดยประมาณ ฯ
พระอรรถกถาจารย์
ท่านหมายถึงธาตุลมที่กำลังผลักดันไปโดยความพิเศษของอาการ
ซึ่งจะเป็นปัจจัยแก่การพยุงตัว
การทรง
และการเคลื่อนไหวของรูปการที่เกดพร้อมกัน
ซึ่งตั้งขึ้นได้เพราะจิตคิดว่าจะเดิน
จึงกล่าวว่า ลมทำให้เกิดวิญญัติ
ฯ
ก็วิการที่เกิดพร้อมกับความประสงค์จัดเป็นวิญญัติ
อนึ่ง ศัพท์ว่า วาโยคือลม
จะเกิดมีได้ก็โดยความเป็นอธิกคือยิ่ง
ตามที่กล่าวแล้วเท่านั้น
มิใช่เกิดมีได้โดยความเป็นชนกะ
ของวาโยธาตุโดยเฉพาะ
ว่าโดยประการอย่างอื่นแล้ว
ความเป็นอุปทายรูปของวิญญัติจะพึงเกิดขึ้นได้ยากฯ
คำแปล
การผลัดเปลี่ยนกายไปโดยส่วนเบื้องหน้าที่ท่านเรียกว่าก้าวไปข้างหน้า
ชื่อว่า ปุรโต อภินีหาโร
คำของพระอรรถกถาที่ว่า เอเสว
นโย
ท่านพูดไว้โดยย่อโดยอ้างตัวอย่างไว้แล้วจึงพูดถึงคำว่า
ตตฺราป ห เป็นต้น
เพื่อต้องการจะเปิดเผยถึงเนื้อความนั้น
ฯ
คำของพระอรรถกถาที่ว่า โกฏิโต
ปฏฺฐาย ความก็ว่า
ตั้งแต่ส่วนล่างสุดคือแต่พื้นเท้าขึ้นไป
ความสูงขึ้น(ของกาย)ชื่อ
อุสฺสติภาโว ฯ
ข้อว่า เอวํ ปชานโต
ความว่าเมื่อภิกษุผู้ปฏิบัติมารู้อยู่อย่างนี้ว่าการเดินเป็นต้นจะเกิดมีได้เพราะความผลักดันของวาโยธาตุที่เกิดเพราะพลังงานของจิตเท่านั้น
อันพวกปุถุชนผู้ไม่รู้ถึงความเป็นจริงในโลก
ด้วยอำนาจของความเห็นผิด
หรือด้วยอำนาจของโวหารในโลกก็ตาม
ย่อมกล่าวถึงการพิจารณาว่าจะมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ของภิกษุผู้ปฏิบัตินั้น
เพื่อการถึงความตกลงได้ด้วยความรู้ชัดอย่างนี้
ฯ
คำว่า อตฺถิปน
เป็นคำถามด้วยอำนาจแห่งการพิจารณาอย่างนี้ของตน
ฯ คำว่า นตฺถิ
เป็นคำปฏิเสธสัตย์ด้วยอำนาจของการตกลงใจ
ฯ คำว่า ยถา ปน เป็นต้น
เป็นคำประกาศถึงเนื้อความอันนั้นนั่นเอง
ให้แจ่มแจ้งด้วยข้อเปรียบเทียบ
คำนั้นเข้าใจกันได้ง่ายทั้งนั้น
ฯ
ข้อว่า นาวา มารุตเวเคน
ท่านผู้ศึกษาควรทราบถึงข้อเปรียบเทียบด้วยการอุปมาอย่างนี้ว่าเรือใบที่ไม่มีจิตใจ
จะแล่นไปสู่ถิ่นอื่นได้
ก็ด้วยกำลังของลมฉันใด อนึ่ง
ลูกศรคือลูกธนูที่ไม่มีจิตใจจะพุ่งไปสู่ถิ่นอื่นได้
ก็ด้วยกำลังของสาย
คำแปล
ฉันใด
ร่างกายที่ไม่มีจิตใจ
ที่ถูกลมผลักดันไป
คือที่ถูกลมตามที่กล่าวแล้วนำไป
ก็ย่อมไปสู่ถิ่นอื่นได้ฉันนั้น
ฯ
ก็ถ้าว่า
ใครๆจะพึงพูดว่าเรอและลูกศรทั้งหลายจะแล่นและพุ่งไปสู่ถิ่นอื่นได้
ด้วยอำนาจของบุรุษผู้ที่ขับและยิงเท่านั้นฉันใด
แม้การไปสู่ถิ่นอื่นของกายก็ฉันนั้นไซร้
ข้อนั้นยกไว้เถิด
บุรุษผู้ต้องการอย่างนี้มีความพยายามเป็นประโยชน์อุปมาเหมือนเรือกับลูกศรซึ่งแล่นและพุ่งไปได้ก็ด้วยอำนาจของบุรุษผู้มีลักษณะเท่าที่ท่านประกอบไว้เท่านั้น
มิใช่ด้วยอำนาจของบุรุษผู้มีลักษณะ
ซึ่งท่านมิได้ประกอบไว้ฉันใด
แม้การไปสู่ถิ่นอื่นของกายก็ฉันนั้น
วาจาที่พูดไรๆหาทำให้ลดน้ำหนักได้ไม่
แม้โดยที่ยิ่งขึ้นไป
ความเป็นเพียงสักว่าธรรมะเท่านั้น
ย่อมได้หลัก
มิใช่จะได้หลักอยู่ที่วาทะของบุรุษ เหตุนั้นพระอรรถกถาจึงกล่าวว่า
ยนฺตสุตฺตวเสเนว เป็นต้นเข้าไว้ฯ
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปยุตตํ
แปลว่าประกอบแล้วด้วยปัจจัยทั้งหลาย
ด้วยอำนาจของกิริยามีการเดินเป็นต้น
ตามนัยแห่งคำที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลัง
ฯ บทว่า ฐาติ แปลว่า ยืน บทว่า
เอตฺถ โยค เอาในโลกนี้เข้ามา
ข้อว่า วินา เหตุ
ปจฺจเย ได้แก่
เว้นจากเหตุปัจจัยซึ่งมีจิตต้องการจะเดิน
และธาตุลมซึ่งมีจิตคิดว่าจะเดินนั้นเป็นสมุฏฐานฯบทว่า
ติฏฺเฐ แปลว่า ยืนอยู่ บทว่า วเช
เชื่อมความว่า ใครเดิน คือไป ฯ
จริงอยู่
กึศัพท์ในที่นี้มีอรรถปฏิเสธ
เหตุนั้นผู้ปฏิบัติจึงควรทราบว่า
แม้ความเป็นอนิจจะและทุกขะ
ก็เป็นอันว่าท่านประกาศให้ทราบแจ่มแจ้งแล้วด้วยมุข
คือการปฏิเสธอิริยาบถยืน และ
คำแปล
อิริยาบถเดิน
เหมือนกับความสูงจากตัวตน
ซึ่งท่านประกาศให้แจ่มชัดแล้ว
ด้วยการประกาศให้ทราบถึงความเป็นไปติดต่อกับปัจจัยของธรรมะซึ่งเป็นไปได้แม้ทั้งหมดฉะนั้น
ฯ
บทว่า ปณิหิโต แปลว่า
ตั้งไว้คือ ดำรงไว้โดยประการ
คือปัจจัยทั้งหลายใดใด ฯ คำว่า
สพฺพ
สงฺคาหิกวจนํ
เป็นคำสำหรับรวมเอาอิริยาบถ ๔
ทุกๆอิริยาบถเข้าเป็นอันเดียวกัน
อธิบายว่า
เพราะอิริยาบถทั้งหลายเป็นอิริยาบถที่ท่านแยกพูดไว้แล้วในตอนต้น
คำพูดนี้จึงเป็นคำพูดที่จัดเอาอิริยาบถเหล่านั้น
เข้าไว้เป็นอันเดียวกันอีกอย่างหนึ่ง
ควรทราบถึงความแปลกกันของ ๒ นัย
ในที่นี้แม้อย่างนี้ว่า นัยก่อน
ท่านพูดถึงอิริยาบถที่เป็นประธาน
เหตุนั้นกายซึ่งไม่เป็นประธาน
ในที่นั้นจะให้สำเร็จได้ในภายหลังเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวนัยที่สองเพื่อแสดงถึงกายซึ่งเป็นประธานในที่นี้
และอิริยาบถซึ่งเป็นประธานไม่ได้
ทำให้สำเร็จได้ในภายหลัง บทว่า
ฐิโต แปลว่า กำลังเป็นไป ฯ
แม้การกำหนดอิริยาบถ
ก็ได้แก่การกำหนดเฉพาะกายซึ่งเป็นอิริยาบถเท่านั้น
เพราะมีความพิเศษของขณะแห่งการกำหนดกายนั้น
เหตุนั้นพระอรรถกถาจึงกล่าวคำว่า
เป็นผู้เฝ้าดูกายในกายเนืองๆอยู่ด้วยการกำหนดอิริยาบถ
ฯ
ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ
ท่านจึงยกเอาธรรมเป็นเหตุเกิดเป็นต้น
ด้วยอำนาจของรูปขันธ์โดยเฉพาะไว้ในบรรพะนี้
แม้ในวาระที่เหลือก็นัยนี้
ด้วยอาทิศัพท์ในบทว่า อาทินา นี้
ท่านสงเคราะห์เอาอาการ ๔
เหล่านี้เข้าด้วยว่า
ผู้ปฏิบัติเมื่อพิจารณาเห็นลักษณะของความเกิดว่า
เพราะตัณหา กรรม และอาหาร
เกิดจึงเกิดรูป
ชื่อว่าพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นของรูปขันธ์ดังนี้ฉันใด
ท่านก็สงเคราะห์เอาอาการ ๕
มีว่าเพราะอวิชชาดับเป็นต้น
เข้าไว้ด้วยฉะนั้น
คำที่เหลือมีนัยดังที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วเหมือนกัน
ฯ
จบการพรรณนาอิริยาบถบรรพ
|